วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

วิจัยชี้ เคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยลดเสี่ยง "มะเร็ง"


ศูนย์มะเร็ง MD Anderson ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัส ติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างราว 8,000 คน ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2556 โดยให้คนกลุ่มนี้พกอุปกรณ์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตื่นอยู่
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาซึ่งทำกับคนอเมริกันที่มีอายุเกิน 45 ปีจำนวนกว่า 30,000 คน โดยเฉพาะที่เป็นคนอเมริกันผิวดำและที่อยู่ในรัฐทางใต้ เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดคนกลุ่มนี้จึงมีอัตราเส้นเลือดในสมองอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียความจำ หรือทำให้เป็นโรคหลงลืมมากกว่าคนกลุ่มอื่น
ผลการศึกษาหลังจากที่ติดตามเก็บข้อมูลเป็นเวลาห้าปี ได้พบว่า กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเฉื่อยชา คือชอบอยู่นิ่งๆ โดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายนั้น มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงกว่าคนกลุ่มอื่นถึง 82% ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตัดตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ เพศ หรือสถานะโรคประจำตัวออกไปแล้ว
และกลุ่มตัวอย่างที่ว่านี้ก็ไม่เคยมีใครเป็นมะเร็งมาก่อนเลยก่อนเริ่มการวิจัย
แพทย์หญิงซูซาน กิลคริสต์ หัวหน้านักวิจัยของศูนย์มะเร็งที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสบอกว่า การศึกษานี้นับเป็นครั้งแรกที่บ่งชี้ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างการไม่เคลื่อนไหวร่างกายกับการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และว่า การค้นพบความสัมพันธ์ที่ว่านี้ช่วยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง และเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น
โดยแพทย์หญิงซูซาน กิลคริสต์ แนะว่า การนั่งให้น้อยลงอย่างน้อยวันละ 30 นาที และหันไปทำกิจกรรมเบาๆ หรือกิจกรรมระดับปานกลาง เช่น การเดิน จะสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งลงได้ถึง 8%
ก่อนหน้านี้ก็มีผลการศึกษาที่แสดงแล้วว่า กว่า 50% ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้นอาจป้องกันได้จากการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมาะสม อย่างเช่น ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และไม่สูบบุหรี่ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผลการศึกษาสามารถยืนยันได้ด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยรายงานการเคลื่อนไหวซึ่งติดอยู่กับร่างกายของกลุ่มทดลอง แทนที่จะให้สมาชิกกลุ่มทดลองรายงานข้อมูลจากความจำของตัวเอง
และขณะที่แพทย์หญิงซูซาน กิลคริสต์ แนะว่า การเปลี่ยนอิริยาบถ อย่างเช่น ลุกขึ้นยืนหรือเดินราว 5 นาทีในทุกๆ ชั่วโมง หรือการเคลื่อนไหวร่างกายแบบเบาๆ เช่น การเดินวันละ 30 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลงได้ราว 8% นั้น 
แต่กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางถึงระดับเข้มข้น เช่น การถีบจักรยานด้วยความเร็วราว 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเดินเร็วๆ การเคลื่อนไหวแบบแอโรบิกในน้ำ ไปจนถึงการเต้นรำในจังหวะบอลรูม หรือ การเล่นเทนนิส จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากมะเร็งลงได้ถึง 31% เช่นกัน
และจากข้อมูลดังกล่าว หัวหน้านักวิจัยของศูนย์มะเร็งที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสก็บอกว่า ขั้นต่อไปคือการศึกษาเพื่อพยายามหาคำตอบว่า การเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายจะมีผลโดยเฉพาะเจาะจงต่อมะเร็งที่อวัยวะส่วนใด รวมทั้งเพศและเชื้อชาติ จะมีส่วนกำหนดเรื่องนี้ด้วยหรือไม่เช่นกัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

10 อาหาร “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการ “ลดน้ำหนัก”

การลดน้ำหนักของใครๆ หลายคนมักมากับการอดอาหาร ลดนู่นลดนี้จนแทบจะกินอะไรไม่ได้เลย จึงทำให้หิวมากจนหลายคนทนไม่ไหว แต่หากเราจะบอกว่ามีซูเปอร์ฟู้ดที่เราสามารถกินได้เยอะๆ ในช่วงที่เรากำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะจะช่วยให้มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น มีพลังงานไม่สูงมากจนเกินไป สารอาหารที่มีประโยชน์สูง และมีใยอาหารที่ช่วยให้อยู่ท้อง และขับถ่ายง่าย ซึ่งเป็นมิตรกับคนที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย




10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่เพิ่มประสิทธิภาพในการ “ลดน้ำหนัก”

เบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีใยอาหารสูง ซึ่งช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี นอกจากนี้สีเข้มๆ ที่มาพร้อมกับสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยต่อต้านโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี


ปลา
ปลาคือโปรตีนที่เป็นมิตรกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า-3 ที่ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ด้วย


ผักใบเขียวเข้ม
ผักใบเขียวเข้มเป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่เต็มไปด้วยวิตามิน เอ วิตามิน ซี และแคลเซียม ใยอาหาร นอกจากนี้ยังมีไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ช่วยป้องกันโรคบางชนิดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 


ถั่ว
ไม่ว่าจะเป็นถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เฮเซลนัท วอลนัท อัลมอนด์ ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่มาพร้อมกับใยอาหาร ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (ที่ดีต่อสุขภาพ) ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ด้วย


น้ำมันมะกอก

ใครว่าลดน้ำหนักแล้วห้ามกินน้ำมัน น้ำมันมะกอกนี่แหละที่เต็มไปด้วยไขมันดีที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังมีวิตามิน อี พอลิฟีนอล ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ช่วยความเสี่ยงโรคหัวใจได้อีกเช่นกัน


โฮลเกรน
โฮลเกรนหรือธัญพืชต่างๆ มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ และยังมีวิตามิน บี สูง ตามด้วยเกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์ จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย และปกป้องร่างกายจากโรคหัวใจ และะเบาหวานได้อีกด้วย


โยเกิร์ต
โยเกิร์ต มีแคลเซียม และโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตที่ดีต่อร่างกายที่เรียกว่า โพรไบโอติกส์ เป็นแบคทีเรียดีที่ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย


ผักตระกูลกะหล่ำ
ตัวอย่างเช่น บร็อคโคลี กะหล่ำดาว กะหล่ำ ดอกกะหล่ำ และอื่นๆ มีกากใยอาหาร วิตามิน ไฟโตนิวเทรียนท์ และสารอาหารต่างๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้


พืชตระกูลถั่ว
ทั้งถั่วที่เป็นเม็ดๆ หรือถั่วที่กินได้ทั้งฝัก เช่น ถั่วแขก ถั่วพู ถั่วฝักยาว เป็นแหล่งใยอาหารชั้นดี ที่มีโฟเลต และโปรตีน (ที่มาจากพืช) ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย


มะเขือเทศ
มะเขือเทศมีวิตามิน ซี สูงเมื่อกินสด และมีไลโคปีนสูงเมื่อกินแบบสุก และไลโคปีนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อยากหุ่นสวยต้องไม่พลาด! 5 เคล็ดลับปรับระบบเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

อยากหุ่นสวยต้องไม่พลาด! 5 เคล็ดลับปรับระบบเผาผลาญให้ทำงานดีขึ้น


เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมบางคนกินเยอะเท่าไรก็ไม่เห็นอ้วนสักที ทำให้คุณนึกอิจฉา อยากจะมีระบบเผาผลาญที่ดีแบบเขาบ้าง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากอยากจะมีระบบเผาผลาญที่ดี

ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การเผาผลาญในร่างกายช่วยเนรมิตหุ่นสวยได้ดั่งใจ เพียงคุณทำตามนี้ รับรองเลยว่าหุ่นดีจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแน่นอน


1.อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด

ข้อสำคัญในการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยทำงาน หรือวัยผู้สูงอายุ นั่นก็คือ การทานอาหารเช้า จากการศึกษารายงานว่ามื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด หากร่างกายขาดมื้อเช้า จะส่งผลทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ทานอาหารมากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของระบบย่อยอาหารลดลงสมองจึงสั่งการให้หลั่งสารเคมีชื่อว่า นิวโรเพปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ทำให้เกิดความอยากอาหารมาก และยังส่งผลในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ระบบน้ำตาลในเลือดตก และไม่มีสมาธิ เป็นต้น

Tips อาหารมื้อเช้า

วิธีเลือกมื้อเช้า ควรเป็นเมนูอาหารทานง่ายแต่อุดมไปด้วยพลังงานและสารอาหารครบ 5 หมู่ ตัวอย่างประเภทอาหารที่แนะนำ อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ผ่านขัดสี ขนมปัง นมสด น้ำเต้าหู้ ไข่ไก่ หรือจะเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น ปลา ไก่ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเสริมเมนูผักผลไม้

ที่สามารถทานได้ง่ายๆ เช่น น้ำผลไม้ต่างๆ หรือสมูทตี้ผลไม้ สำหรับกลุ่มผู้ที่ต้องการควบคุมอาหาร ในมื้อเช้าควรเน้นเป็นโปรตีนที่ไม่ติดมัน เพื่อให้ได้รับพลังงานที่เพียงพอและช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน



2.ออกกำลังกายแบบผสมผสาน

การออกกำลังกายที่นิยมกันโดยแพร่หลายหลักๆ สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ คือ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ตัวอย่างเช่น วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กีฬาเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของระบบหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการเผาผลาญมวลไขมันที่สะสมในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ส่วนอีกประเภทก็คือ การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนัก โดยเป็นการออกกำลังกายที่เน้นเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในร่างกายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายให้มากกว่าปกติ

Tips ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ควรออกกำลังกาย 3-5 วัน/สัปดาห์ ให้ระดับความเหนื่อยอยู่ในระดับปานกลาง (สามารถพูดได้เป็นคำๆ) และจะออกกำลังกายต่อเนื่อง 30 นาที หรือแบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 10 นาทีก็ได้


การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ควรออกกำลังกาย 3-5 วัน/สัปดาห์ และออกกำลังกายท่าละ 8-12 ครั้ง/เซต โดยทำ 3 เซต/ท่า ที่สำคัญหลังจากออกกำลังกายแล้วไม่ควรทานอาหารทันที เพราะในช่วง 30 นาทีแรกหลังออกกำลังกาย ร่างกายจะมีการดึงไขมันหรือน้ำตาลในเลือดไปใช้ทดแทนพลังงานที่สูญเสียไป


3.เติมแอลคาร์นิทีน

แอลคาร์นิทีน คือสารที่ถูกสร้างขึ้นจากตับ เกิดจากการร่วมตัวกันของกรดอะมิโน 2 ชนิด คือ ไลซีน (Lysine) และเมไทโอนีน (Methionine) โดยหลังจากตับสร้างสารนี้ขึ้นมา สารเหล่านี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังกล้ามเนื้อต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งแอลคาร์นิทิน

มีส่วนช่วยให้กระบวนการดึงไขมันออกมาเผาผลาญเป็นพลังงานง่ายขึ้น แหล่งของแอลคาร์นิทินที่พบได้จากแหล่งอาหาร คือ เนื้อสัตว์ นม อะโวคาโด และถั่ว

4.เวลานอนก็สำคัญ

ปกติร่างกายคนเราจะมีระบบรักษาสมดุลต่างๆ ควบคุมประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย ซึ่งระบบเหล่านี้ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนในร่างกายหลากหลายชนิด เวลาในการเข้านอนที่เหมาะสมและดีที่สุดของคนเราก็คือ ช่วง 21.00-23.00 น. โดยเป็นเวลาที่ภูมิต้านทานโรคทำงานได้ดี

คลื่นสมองสงบนิ่ง ร่างกายเกิดการพักผ่อนที่แท้จริง ตัวอย่างฮอร์โมนที่หลั่งเมื่อเข้านอนในเวลาที่เหมาะสมคือ เล็ปติน (Leptin) โดยเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่ม และสามารถช่วยรักษาสมดุลน้ำหนักให้คงที่


5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ

คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพที่สำคัญ ส่วนหนึ่งที่หลายคนคงเคยได้รู้และพบเห็นมาบ้างก็คือ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ซึ่งปริมาณน้ำเปล่าที่เพียงพอต่อความต้องการต่อวัน คือ 8-12 แก้ว เมื่อดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

หากดื่มน้ำช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้าและก่อนเข้านอนตอนเย็น ยังสามารถช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายได้อีกด้วย


เทคนิคการลดน้ำหนัก ทำเองได้ง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

รัสเซียอ่วม นายกรัฐมนตรี ติดเชื้อโควิด-19 ประกาศหยุดทำหน้าที่ชั่วคราว เพื่อรักษาตัว


นายมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ออกมายอมรับว่าตนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 และประกาศยุติบทบาทหน้าที่เป็นการชั่วคราวเพื่อรักษาตัวให้หายดี
นายกรัฐมนตรีรัสเซียมิชูสติน วัย 54 ปี แถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ตนติดโควิด-19 และได้แจ้งต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียเรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างนี้จะขอยุติบทบาทหน้าที่เป็นการชั่วคราวเพื่อรักษาตัวจนกว่าจะหายดี และให้รองนายกรัฐมนตรี อันเดร เบลูซอฟ ขึ้นรักษาการนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้
ในการนี้ ประธานาธิบดีปูติน ผู้สนับสนุนให้นายมิชูสตินขึ้นเป็นนายกฯรัสเซียคนใหม่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็สนับสนุนการลดบาทบาทหน้าที่นายกฯของเขาในระยะนี้ด้วย โดยปธน.ปูตินต่อสายตรงถึงนายมิชูสตินและอวยพรให้เขาหายดีในเร็ววัน และว่าการติดโควิด-19 ของนายกฯรัสเซีย เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ว่าใครก็มีโอกาสติดโควิด-19 ได้ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมิชูสตินแห่งรัสเซีย เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายแรกๆ ของรัฐบาลรัสเซียที่ยืนยันว่าติดโควิด-19 และเป็นผู้ที่ดูแลรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ของรัสเซียโดยตรง โดยล่าสุดนี้ รัสเซียพบผู้ติดเชื้อทะลุ 1 แสนคน และเสียชีวิตกว่า 1 พันคน

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

กรี๊ด! รัสเซียโคโรนาระบาดหนัก วันเดียวพบเพิ่ม 5,849 คน ยอดรวมเฉียด 70,000


เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัสเซียเผยวันนี้ (24 เม.ย.) ว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) จำนวน 5,849 คน ตลอด 24 ชั่วโมงก่อนหน้า ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นพุ่งพรวดจากหลายวันก่อน ที่ส่งสัญญาณว่าการแพร่ระบาดในรัสเซียอาจไม่ได้ชะลอลง
การเพิ่มขึ้นนี้ ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันที่สูงที่สุดวันหนึ่งตั้งแต่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เริ่มแพร่ระบาด ทั้งยังทำให้จำนวนสะสมของผู้ติดเชื้อในประเทศนี้ มาอยู่ที่ 68,622 คนแล้ว โดยเกือบครึ่งอยู่ในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย
ส่วนเมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก เผยว่า แผนกฉุกเฉินต้องทำงานอย่างหนักหน่วงและได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากคลื่นผู้ป่วยที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก
ไม่ใช่แค่นั้น การระบาดที่แต่เดิมกระจุกตัวอยู่ในกรุงมอสโกเป็นหลัก เริ่มแพร่ออกไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่นๆ แล้ว จึงคาดว่าหลักจากนี้ จะได้เห็นจำนวนผู้ติดเชื้อในรัสเซียสูงขึ้นกว่านี้

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2563

ชาวโลกไม่พอใจ ทรัมป์ หลังประกาศตัดงบ องค์การอนามัยโลก


ประชากร ชาวโลกไม่พอใจ ได้ออกพากันออกมาตำหนิ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ประกาศเมื่อวานนี้ว่าจะระงับเงินบริจาคที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้กับองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า การตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ อาจสร้างผลเสียใหญ่หลวงต่อความพยายามต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก
ทรัมป์ กล่าวว่า ตนและคณะทำงานได้พิจารณาระงับเงินอุดหนุนองค์การอนามัยโลก สืบเนื่องจากบทบาทของอนามัยโลกที่บริหารจัดการผิดพลาดและปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของโควิด-19
สหภาพยุโรป กล่าวว่า ทรัมป์ไม่มีเหตุผลที่ต้องระงับเงินอุดหนุนที่ให้กับ WHO ในช่วงเวลาวิกฤิที่ต้องการความร่วมมือและเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ความแตกแยก โดยหัวหน้าด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป โจเซพ บอร์แรล กล่าวว่า อียูเสียใจอย่างยิ่งต่อข่าวนี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ WHO ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดเพื่อเอาชนะโคโรนาไวรัสที่ไม่สนใจเส้นแบ่งพรมแดน
ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนเป็นกังวลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สก็อตต์ มอร์ริสัน กล่าวว่าตนเสียใจต่อคำวิจารณ์ของทรัมป์ที่มีต่อ WHO และจีน พร้อมยืนยันว่าออสเตรเลียจะยังให้เงินสนับสนุน WHO ต่อไป
ผู้นำสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามถึงการรับมือการระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่ไม่เพียงพอและเพิกเฉยต่อคำเตือนจากคณะทำงานในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 โดยผู้นำสหรัฐฯ มักกล่าวโทษหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะองค์การอนามัยโลกและสื่อมวลชนแทน
บรรดาผู้เชี่ยวชาญมักตั้งคำถามเกี่ยวกับการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่แท้จริงในประเทศจีน โดยบอกว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไปและไม่น่าเชื่อถือ ขณะที่การตรวจสอบที่จัดทำโดยสำนักข่าว Associated Press พบว่า มีเวลาล่าช้าไป 6 วัน ระหว่างวันที่เจ้าหน้าที่จีนทราบเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส และวันที่เริ่มมีการเตือนประชาชน ซึ่งระยะเวลา 6 วันดังกล่าวนำไปสู่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 จนยากควบคุมในเวลาต่อมา


วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

WHO เปิดเผย การพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 อยู่ 70 ตัวจากทั่วโลก


องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เปิดเผย ตอนนี้ได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ทั่วโลกถึง 70 ตัว การทดสอบวัคซีนนั้นได้ทดสอบกับมนุษย์ 3 ตัว ได้แก่
1.วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทยาแคนซิโนไบโอโลจิกส์ในฮ่องกงร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพแห่งปักกิ่ง
2.ยารักษาที่พัฒนาโดยบริษัทยาโมเดอร์นา
3.โดยบริษัทอิโนวิโอฟามาซูติคอลส์ของสหรัฐฯ
แคนซินา เพิ่งได้รับอนุญาตจากจีน ให้เริ่มทดสอบการใช้วัคซีนกับมนุษย์ และโมเดอร์นาก็ได้รับอนุญาตให้ข้ามขั้นตอนที่ยาวนาน ของการทดลองวัคซีนกับสัตว์ไปสู่การทดลองกับมนุษย์
การคิดค้นวัคซีนจะต้องใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน มาเรียน เวนต์เวิร์ธ ประธานและซีอีโอของ วิทยาศาสตร์การจัดการเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า การคาดการณ์เวลาที่จะพัฒนาวัคซีนได้ขึ้นอยู่กับการนิยาม การมีวัคซีน หากหมายถึงมีวัคซีนที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ อาจเป็นภายใน 12-18 เดือน
วัคซีนที่พัฒนาขึ้นในห้องแล็บจะต้องนำไปทดลองกับสัตว์ก่อน หากปลอดภัยและดูจะมีประสิทธิภาพดี แล้วจึงค่อยไปทดลองกับมนุษย์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส และในแต่ละเฟสก็จะใช้เวลานานขึ้นเรื่อยๆ
  • เฟสแรก เริ่มทดลองกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีร่างกายแข็งแรง เพื่อสังเกตว่าวัคซีนนี้ปลอดภัยหรือไม่ และมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง
  • ส่วนอีก 2 เฟสจะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีน และในช่วงที่มีการระบาดเช่นนี้ วัคซีนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในจุดที่มีผู้ติดเชื้อเยอะ ซึ่งในช่วงนี้เอง จะมีการเพิ่มความสามารถในการผลิตวัคซีนที่อาจผ่านการทดสอบแล้ว เพื่อให้โรงงานสามารถผลิตวัคซีนออกมาจำนวนมากทันทีที่หน่วยงานกำกับดูแลยาออกใบอนุญาตให้จำหน่ายได้